A-very-wear

posted on 20 Aug 2015 15:11 by world in pr

 

A-very-wear เอเชียนดีไซเนอร์ป๊อปอัพช้อปแห่งแรก!!

รวมสุดยอดเอเชียนดีไซเนอร์ไว้ในที่เดียวที่สยามเซ็นเตอร์

 


สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดีที่ล้ำเทรนด์ ศูนย์กลางแห่งจินตนาการและงานสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัดในศาสตร์ทางด้านศิลปะ แฟชั่น เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำความเป็นเมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองสุดทันสมัย จับกระแสแฟชั่นสุดสร้างสรรค์นำเสนอสินค้าผ่านกระแสของ Fashion Influences ต่างๆในโลกออนไลน์ชื่อดังทั้งผู้หญิง และผู้ชาย พร้อมเปิด “A-very-wear” (เอ-เวอร์รี่-แวร์) เอเชียนดีไซเนอร์ป๊อบอัพช้อปแห่งแรก !!! ที่ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ ที่มาพร้อมกับคำนิยาม    “A piece that is very YOU to wear” (ดีไซน์ที่สะท้อนถึงความเป็นตัวคุณ)

 

ปารีสา จาตนิลพันธุ์  ผอ.อาวุโสสายงานพัฒนาและบริหารธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์  จำกัด กล่าวว่า ด้วยที่ผ่านมาวงการแฟชั่นเกิดการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นแถบอเมริกา ยุโรป หรือแม้กระทั่งเอเชีย ซึ่งปัจจุบันแฟชั่นนับว่าเป็นบทบาทสำคัญของการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาวมากขึ้น โดยเฉพาะแถบเอเชีย จะเห็นได้จากแฟชั่นวีคแต่ละฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นที่เกาหลี, ญี่ปุ่น และสิงคโปร์  สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าแฟชั่นนิสต้าทั่วสาระทิศได้อย่างมากมาย แม้กระทั่งเซเลบริตี้เมืองไทยเองก็ยังให้ความสนใจตบเท้าเข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์กันอย่างล้นหลาม ถึงขนาดบินไปซื้อกลับมากันเลยทีเดียว สยามเซ็นเตอร์เล็งเห็นถึงกระแสที่ร้อนแรงนี้ อีกทั้งต้องการตอบสนองความต้องการของเหล่าเซเลบริตี้และแฟชั่นนิสต้าเมืองไทย  ให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์ความเป็นที่สุดแห่งเอเชียน    ดีไซเนอร์ จึงตัดสินใจเปิด   “A-very-wear” เอเชียนดีไซเนอร์ป๊อปอัพช้อป รวบรวมเอเชียนดีไซเนอร์ แบรนด์ดังมาไว้ในที่เดียวเป็นแห่งแรก!! ในสยามเซ็นเตอร์ โดยคัดสรรสินค้าที่เต็มไปด้วยดีไซน์ที่มีความหลากหลายอย่างไร้ขอบเขต และสินค้าที่เป็น Absolute Siam (แอ๊บโซลูท สยาม) ซึ่งมีจำหน่ายเฉพาะที่สยามเซ็นเตอร์เท่านั้น เพื่อสะท้อนถึงรสนิยมทางแฟชั่นอันโดดเด่น  รสนิยมที่บ่งบอกตัวตนของคุณตามสไตล์ ภายใต้คำนิยาม “ A piece that is very YOU to wear” (ดีไซน์ที่สะท้อนถึงความเป็นตัวคุณ)

ผอ.อาวุโสสายงานพัฒนาและบริหารธุรกิจค้าปลีก บริษัท สยามพิวรรธน์  จำกัด กล่าวต่อว่า  “A-very-wear” จะเป็นแหล่งรวมแฟชั่นทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ แอคเซสเซอรี่ต่างๆ ตลอดจนแว่นตา นาฬิกาและอื่นๆอีกมากมายที่พร้อมให้ทุกคนได้เลือกสรรลุคอันทันสมัยไม่เหมือนใครจากบรรดาเอเชียนดีไซเนอร์ 15 แบรนด์ดังจาก 6 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฮ่องกง ,อินโดนีเซีย และไต้หวัน ซึ่งดีไซเนอร์แต่ละแบรนด์โด่งดังและได้รับความนิยมอย่างมากจากโลกโซเชียล มียอดผู้ติดตามทั้งจากเฟซบุ้คและอินสตาแกรมจำนวนมาก โดยใน 6 เดือนแรกทุกคนจะได้สัมผัสกับ 11 แบรนด์ชั้นนำจาก 4 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี ,ญี่ปุ่น ,สิงคโปร์ และไต้หวัน  และจะเพิ่มเติมอีก 2 ประเทศได้แก่ ฮ่องกง และอินโดนีเซีย ในช่วง 6 เดือนถัดไป

สำหรับช่วงแรกในการเปิดร้าน  “A-very-wear” ขอแนะนำ 6 แบรนด์ดังจากเกาหลี ได้แก่  Fleamadonna (ฟลีมาดอนนา) เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 ด้วยความที่เป็นแบรนด์มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่ตามกระแส กล้าเดินล้ำเทรนด์ ทำให้ได้รับความนิยมจากแฟชั่นนิสต้าและเซเลบริตี้มากมาย อาทิ Pink ,Paris Hilton ,Miranda Kerr รวมถึงนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปอย่าง Girl’s Generation, Low Classic (โลว์ คลาสสิก) ภายใต้ดีไซเนอร์อย่าง Lee Myoung Shin (ลี มุง ชิน) ด้วยสุนทรียภาพแห่งแฟชั่นที่เน้นความเรียบง่าย ความคิดสร้างสรรค์ตามแบบฉบับของคลื่นลูกใหม่ แต่คงไว้ด้วยความคลาสสิกบนเสื้อผ้า เน้นความเรียบง่ายเวลาสวมใส่ (ready-to-wear) และสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกโอกาส ต่อด้วย Drink Beer Save Water (ดริ้งค์ เบียร์ เซฟ วอเตอร์) เกิดจากแนวคิดสุดสนุกของดีไซเนอร์ Jim Park (จิม ปาร์ค)ว่า”ทำไมเราไม่ประหยัดน้ำดื่มโดยการดื่มเบียร์แทน” ด้วยแนวคิดนี้จึงเกิดเป็นไอเดียสุดโต่ง นำเสนอคอลเลคชั่นสู่ตลาดแฟชั่นภายใต้แนวคิด ดริ้งค์ เบียร์ เซฟ วอเตอร์ ชื่อเดียวกับแบรนด์ ในรูปแบบของ   ยูนิเซ็กส์ ใช้เวลาไม่นานก็เกิดกระแสนิยมขึ้นในหมู่แฟชั่นนิสต้าทั้งหญิงและชาย ทุกคนที่สวมใส่จะสะท้อนนความมีรสนิยมไม่เหมือนใคร บ่งบอกความเป็นตัวเอง สนุกสนานกับการแต่งตัว ทำให้ผู้ที่สวมใส่ DBSW มักจะตกเป็นเป้าสายตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 A Bell (อะ เบล) แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติเกาหลีเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี  2010 ด้วยการการันตี “Made It Korea”  ทำให้แอคเซสเซอรี่ทุกชิ้นทุกการผลิตทุกอย่างผลิตในประเทศเกาหลีทั้งหมด มีเอกลักษณ์ความโดดเด่นที่การนำคริสตัลมาตกแต่งเข้ากับกระเป๋า สร้อยคอ หรือกำไลข้อมือ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหรา ล้ำสมัย และความกล้าที่จะนำเสนอถึงความแตกต่างของเครื่องประดับทั่วไป , Rocket x Lunch .

 

ปิดท้ายที่ Minuit Moins Sept (มินิท มัวน์ เซฟท์) อีกหนึ่งแบรนด์เครื่องประดับจากเกาหลี ที่มีชื่อแบรนด์สุดเก๋เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ”อีก 7 นาทีจะเป็นเวลาเที่ยงคืน”  ซึ่งเป็นเวลาที่จะใกล้เริ่มวันใหม่ รอพบสิ่งใหม่ๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันต่อมา Minuit Moins Sept  คงแนวคิดที่ว่าเครื่องประดับสามารถใส่ได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะตอนกลางวันหรือกลางคืน ออกแบบให้เรียบง่ายแต่แฝงความหรูหรา ด้วยรูปทรงเรขาคณิต ผสานกับการใช้สีทอง เงิน น้ำเงินเข้ม แดง และขาว เลือกใส่ได้ทั้งหญิงและชาย อีกทั้งยังใช้เครื่องเงิน 925 เป็นวัสดุดิบหลักในการสร้างสรรค์แอคเซสเซอรี่ ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ชอบความเป็นเอกลัษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

สำหรับแบรนด์สุดฮอตจากประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ Mash – up (แมชอัพ) ซึ่งโด่งดังมากในหมู่แฟชั่นนิสต้าสิงคโปร์ Mash-up ถือเป็นศาตร์ของแฟชั่นแขนงหนึ่งภายใต้การดูแลของดีไซน์เนอร์แนวหน้าของสิงคโปร์มากความสามารถถึง 3 คน เรียกได้ว่าทุกคอลเลคชั่นของ Mash-up ได้รวบรวมไอเดียของการออกแบบไว้อย่างมากมาย ด้วยการเป็นสตรีทแฟชั่นที่ไร้ขอบเขต ได้แรงบันดาลใจจากเสียงเพลง หนัง และประสบการณ์จากการท่องเที่ยวของเหล่าดีไซน์เนอร์ ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ที่สุดโต่งยากที่จะหาใครเหมือน ทำให้ Mash-up ได้มีโอกาสร่วมงานโปรเจค คอลลาบอเรชั่นกับแบรนด์ดังมากมายอาทิ UNIQLO , TOPSHOP, Lomography และ Pioneer เป็นต้น และอีกหนึ่งแบรนด์ดังจากสิงคโปร์ Yesah  (ยีซ่า) โดยLinda Hao (ลินดา เฮา) ดีไซเนอร์สัญชาติจีนที่ไปเติบโตในสิงคโปร์ อาศัยประสบการณ์จากการเป็นนางแบบ และศึกษาทางด้านแฟชั่น จึงเปิดแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองทันทีหลังเรียนจบในปี 2013 ด้วยพรสวรรค์ด้านแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ บ่งบอกถึงคาแรคเตอร์อย่างชัดเจน ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของหญิงสาวที่สนุกกับการใช้ชีวิต และแฝงไปด้วยความมั่นใจ ทำให้ Linda Hao ได้รับการยอมรับให้เป็นบุคคลชั้นแนวหน้าของวงการแฟชั่นสิงคโปร์ได้ไม่ยากเย็น

 

นอกจากนี้ “ A-Very-Wear”  ยังมีแบรนด์เครื่องประดับแฮนด์เมดจากไต้หวันอย่างMomo’s march (โมโมมาช) โดย  Christina Lu (คริสติน่า ลู)   ดีไซเนอร์ชาวไต้หวันซึ่งไปเติบโตที่อเมริกา โดยเครื่องประดับส่วนใหญ่ของ   แบรนด์   Momo’s march ใช้วัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เพชรรัสเซีย ทองเหลือง เปลือกหอย ไข่มุก และพลอยนานาชนิด รังสรรค์เป็นเครื่องประดับสวยงาม ภายใต้แนวคิด “Wearable thought” คือสามารถที่จะนำมาสวมใส่ได้ทุกเมื่อ และ YU Square (ยู สแควร์) โดย Ringo Yu (ริงโกะ ยู) แบรนด์แฟชั่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องการตัดเย็บ และการใช้เทคนิคถักทอมาผสานกับลวดลายและสีสันที่สดใสทั้งเสื้อ กระโปรง ถุงเท้า ทำให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ชุดสวยมาสวมใส่ได้ทุกโอกาส

ปิดท้ายที่แบรนด์นาฬิกาสุดคลาสสิกจากญี่ปุ่น Normal Timepieces (นอร์มอล ไทม์พีซเซส)โดย ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมานานอย่าง Ross McBride (รอสส์ แมคไบร์ด) จนซึมซับวัฒนธรรมเรียบง่ายของชาวญี่ปุ่น เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกา Normal Timepieces ที่มีความเรียบง่ายแต่แฝงไว้ซึ่งความเท่ สะท้อนความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ของผู้สวมใส่

 

เตรียมพบกับที่สุดของประสบการณ์ครั้งใหม่แห่งวงการแฟชั่น ที่รวบรวมสุดยอดแบรนด์ดังจากเอเชียนดีไซเนอร์มาไว้ในที่เดียวกับ  “A-very-wear” เอเชียนดีไซเนอร์ป๊อปอัพช้อปแห่งแรก !! พร้อมพบกับสินค้า Absolute Siam ที่จำหน่ายเฉพาะที่นี่เท่านั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ IG : A_very_wear 

Never Give up

posted on 06 Aug 2015 11:30 by world in pr
ภาพบรรยากาศ
 
Never Give up with The Boxing Time Never Give Up Gym
 

สวัสดีค่า เพื่อน ๆ ชาว Nuffnanger!!! ทุกคน

วันนี้เรามีภาพกิจกรรมความสนุก The Boxing Time Never Give Up Gym

ที่จัดไปเมื่อวันเสาร์ที่ 25 July 2015 ที่ผ่านมา ที่ The Boxing Time

โดยในกิจกรรม มีน้องๆบล็อกเกอร์ Misasaki Jienizoly Mekumii KittyIloveaday

และน้อง kaiipahhippie

เดี๋ยวเราตามไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ  ว่าจะบรรยากาศจะสนุกสุดมันส์มากแค่ไหน…

The Boxing Time เป็น Gymมวย ตั้งอยู่สุขุมวิท77  ข้างบิ๊กซีอ่อนนุช ที่นี่มีการเรียนทั้งแบบตัวต่อตัว  มาเป็นคู่  หรือจะเรียนเป็นกลุ่มก็ได้ค่ะ

 ก่อนจะเริ่มเรียนเราจะต้องมีการ วัดการเผาผลาญไขมัน ขนาดกล้ามเนื้อ แขนขาหน้าอกแบบวิทยาศาสตร์การกีฬามาตรฐานสากลกันก่อนค่ะ
 
 
 
 ตรวจวัดสุขภาพ และความพร้อมของร่างกายเรียบร้อยแล้ว  เราก็มาเริ่มฟังบรรยาย

และต่อด้วยการวอร์ร่างกาย ก่อนลงสนามค่า

 

 วอร์มเสร็จแล้ว ร่างกายพร้อม ใจพร้อมแล้ว  ก็ลงสนามเลยค่า

ดูจากภาพจะรู้เลยว่า การต่อยมวย ไม่ใช่เรื่องยาก  และไม่ได้ง่ายๆ  แต่ประโยชน์ที่ได้นี่คุ้มเกินคาด

นอกจากการได้ออกกำลังให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้เรามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง  รวมไปถึงหุ่นที่ดีอีกด้วยค่ะ

 

 ต่อยแค่ชั่วโมงเดียว เรียกเหงือได้มากมาย ชนิดที่ว่า เหล่าบล็อกเกอร์และน้องเน็ตไอดอล ถึงกับต้องนั่งพักเลยงานนี้เรามีมีกระติกน้ำประจำตัวให้ทุกคนด้วยค่า  เวลาเล่นแล้วหิวน้ำจะได้หยิบทานเมื่อไรก็ได้ค่า
 
 
 แล้วเราก็มาต่อกันที่อีกส่วน ที่ทาง The Boxing Time มีให้บริการ  นั่งก็คือส่วนที่พวกเราเรียนว่า Functionalจะเป็นการออกกำลังกับอุปกรณ์ต่างๆค่ะ  ใครที่เน้นกล้ามเนื้อ และการออกกำลังเพื่อเน้นสัดส่วน  แนะนำตัวนี้เลยค่า
 
 
 อยากบอกว่า โค้ชที่นี่น่ารักและดูแลพวกเราดีมากๆค่ะ  คอยสอน  และแนะนำดูแลไม่ห่างเพราะอยากให้พวกเราได้รับความรู้และการออกกำลังที่ถูกต้องค่ะ
 
 
 
 

และทุกครั้งหลังเล่นกีฬาทุกประเภท  โค้ชก็จะสอนและแนะนำให้พวกเรายืดเส้นเสมอ  เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  อย่างถูกวิธีค่า

 

  จบงานวันนี้ได้ทั้งความสนุก สุขภาพและมิตภาพดีๆจากพี่ๆ The Boxing Time อีกด้วยค่าทางพวกเรา Nuffnang Thailand และเหล่าบล็อกเกอร์ เน็ตไอดอล  ประทับใจและสนุกกับการมาเรียนในครั้งนี้มาก
 
 
 

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่อยากต่อยมวย  หรือกำลังมองกิจกรรม เพื่อออกกำลัง  การต่อยมวยถือเป็นการออกกำลังที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งค่ะ

อีกอย่างมวยไทย ไม่ได้ให้แค่การออกกำลังกายเท่านั้นนะคะ  แต่ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการ

รักษามรดกของไทยเราอีกด้วยค่ะ  เพื่อนๆสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่

Social medial : The Boxing Time

ขอขอบคุณ

The Boxing Time never give up

NIKKOTHAILAND

 

RSU

posted on 16 Jul 2015 14:13 by world in pr

ม.รังสิต จับมือ แคนเบอรา เปิดตัวหลักสูตร 2 ปริญญา 10 หลักสูตรอินเตอร์ รับสิทธิเข้าศึกษา ป.ตรี ใบที่สอง โดยไม่ต้องยื่นผลการสอบ IELTS หรือ TOEFL  แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย

            มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ University of Canberra, Australia เปิดตัวหลักสูตร 2 ปริญญา (Double degree) นักศึกษาหลักสูตรนานาชาติทั้ง 10 หลักสูตรของมหาวิทยาลัยรังสิต รับสิทธิในการเข้าศึกษาต่อเพื่อทำปริญญาตรีใบที่สองในหลักสูตร International Business โดยไม่ต้องยื่นผลการสอบ IELTS หรือ TOEFL นับเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย

 

            อาจารย์สุธาสินี แสงขำ ผู้อำนวยการสำนักงานรับนักศึกษานานาชาติและสื่อสารระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรังสิต และ University of Canberra ประเทศออสเตรเลีย เริ่มต้นจากความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษาระหว่างกัน ซึ่งทางแคนเบอรามีความประทับใจเรามาก จึงประสานงานกับรัฐบาลของออสเตรเลียเพื่อที่จะขอทุนโคลัมโบให้ทุนนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตไปแลกเปลี่ยนที่แคนเบอรา หลังจากนั้นจึงได้มีแนวความคิดที่จะทำปริญญาร่วมกัน

            “ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดตัวหลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต (ทุกหลักสูตร) RSUIP SUPER POWER  International Programs และหลักสูตร 2 ปริญญา ร่วมกับ University of Canberra, Australia โดยมีการลงนามความร่วมมือกับ University of Canberra, Australia ซึ่งมีท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต และท่านอธิการบดี University of Canberra เป็นผู้ร่วมลงนาม ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นสถาบันการศึกษาในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ทุกหลักสูตรนานาชาติเป็นหลักสูตร 2 ปริญญา (Double degree) โดยมี University of Canberra เป็น Key strategic partner ซึ่งนักศึกษาหลักสูตรนานาชาติทั้ง 10 หลักสูตร ของมหาวิทยาลัยรังสิต จะได้รับสิทธิในการเข้าศึกษาต่อเพื่อทำปริญญาตรีใบที่สองในหลักสูตร International Business โดยไม่ต้องยื่นผลการสอบ IELTS หรือ TOEFL

 

 

สำหรับสาขาที่มีการเทียบรายวิชาเจาะจง อย่างเช่น บริหารไปเรียนบริหาร จะเป็นดับเบิ้ลดีกรี 3+1 แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่พิเศษมากก็คือ ทั้งแคนเบอรา และมหาวิทยาลัยรังสิต มองกันและกันเป็นพันธมิตรในเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่รับรองว่าทุกวันนี้ในการทำงานต้องใช้หลายสาขาวิชาในการบริหาร ซึ่งจะทำให้เกิดความหลากหลายในการแก้ปัญหา ทักษะในการแก้ปัญหาต่างๆ นักศึกษาของเราแม้ว่าจะเรียนนิเทศศาสตร์ก็สามารถข้ามไปเรียนปริญญาตรีใบที่สองเป็นบริหารธุรกิจได้ด้วย เป็นต้น

 

            ดังนั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า Super Power International Program ซึ่งไม่มีหลักสูตรนานาชาติที่ไหนในเมืองไทยที่เป็นทวิปริญญาหมดทุกหลักสูตร นอกจากนี้ ความพิเศษของแคนเบอราคือ เป็นมหาวิทยาลัยที่ติด 1 ใน 5 เปอร์เซ็นต์ ท็อปแลงกิ้งของมหาวิทยาลัยใน QS ของโลก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นน้ำ จึงถือว่านักศึกษาหลักสูตรนานาชาติของเราได้รับความเชื่อถือมากๆ โดยคาดว่าจะมีนักศึกษา 1 ใน 3 ของเราสนใจที่จะเลือกโอกาสนี้  เพราะว่าหลังจากการลงนามในครั้งนี้แล้ว นักศึกษาทุกคนมีสิทธิที่จะไปเรียนออสเตรเลียได้ โดยการยื่นเกรดจากรังสิต ส่วนใหญ่นักศึกษาที่มาเรียน International Program เรื่องการไปเรียนเมืองนอกเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในความคาดหวังของเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเชื่อว่าเป็นโอกาสที่ดีของนักศึกษา เพราะว่าเมื่อเรียนจบแล้วหลังจากที่ได้ปริญญาตรีของออสเตรเลีย จะมีสิทธิพิเศษคือขอ Work Permit  เพื่ออยู่ทำงานต่อได้สำหรับคนที่ถือปริญญาตรีสถาบันการศึกษาในออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นโอกาสต่อเนื่องของนักศึกษาไทยที่นั่นอีกด้วย” ผู้อำนวยการสำนักงานรับนักศึกษานานาชาติฯ กล่าวเสริม